
วัดตรอกปลาไหล เป็นวัดที่มีความผูกพันแนบแน่นกับวิถีชีวิตของชุมชนตำบลย่านรี อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ด้วยพื้นที่รวมกว่า 12 ไร่ 2 งาน 32 ตารางวา ทำเลของวัดตั้งอยู่ในบริเวณที่มีความอุดมสมบูรณ์และเต็มไปด้วยความสงบตามธรรมชาติ เดิมทีวัดแห่งนี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อ “วัดหนองเบ็น” อันเนื่องมาจากบริเวณใกล้เคียงมีหนองน้ำใหญ่ที่เรียกกันว่า หนองเบ็น หนองน้ำแห่งนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของชุมชนในอดีต เพราะเป็นทั้งแหล่งน้ำสำหรับการเพาะปลูกและเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำจำนวนมาก โดยเฉพาะปลาไหลที่พบได้ชุกชุม จนทำให้ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า “หนองปลาไหล” และเมื่อเวลาผ่านไป ชื่อหนองน้ำนี้ก็ได้กลายมาเป็นอัตลักษณ์ที่สะท้อนภูมิประเทศและวิถีชีวิตของผู้คน จนกลายมาเป็นชื่อของวัดในที่สุด

การเปลี่ยนชื่อจาก “วัดหนองเบ็น” มาเป็น “วัดตรอกปลาไหล” ไม่ได้เป็นเพียงการปรับเปลี่ยนชื่อเรียก หากแต่เป็นการเชื่อมโยงรากเหง้าทางวัฒนธรรม ความเชื่อ และประเพณีของชุมชนเข้ากับสถานที่ทางศาสนาอย่างลึกซึ้ง วัดจึงไม่ใช่เพียงสถานที่ประกอบศาสนกิจ แต่ยังเป็นเครื่องหมายบ่งบอกถึงอัตลักษณ์และความทรงจำร่วมของคนในหมู่บ้านวัดตรอกปลาไหลได้รับการก่อตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2495 และในปีเดียวกันก็ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเพื่อใช้ในการประกอบพิธีกรรมสำคัญทางพระพุทธศาสนา ตั้งแต่นั้นมา วัดก็ได้ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางทางจิตใจของผู้คน เป็นสถานที่ที่ทุกครอบครัวในชุมชนต่างพากันมาทำบุญ ร่วมงานประเพณี และยึดเหนี่ยวจิตใจในยามที่ประสบปัญหา
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา วัดตรอกปลาไหลได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการก่อสร้างศาสนสถาน เช่น อุโบสถ ศาลาการเปรียญ กุฏิสงฆ์ และเมรุ รวมไปถึงการปรับปรุงพื้นที่โดยรอบให้เหมาะสมกับการประกอบกิจกรรมทางศาสนาและสาธารณประโยชน์ นอกจากนั้น วัดยังเป็นศูนย์รวมกิจกรรมของชุมชน ทั้งงานบุญประเพณีตามวิถีไทย งานเทศกาลสำคัญ และการจัดอบรมคุณธรรมจริยธรรมแก่เยาวชนและประชาชนทั่วไปเมื่อมองในภาพรวม วัดตรอกปลาไหลไม่ได้เป็นเพียงวัดเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในท้องถิ่นเท่านั้น แต่ยังเป็นรากฐานทางวัฒนธรรมที่สืบทอดคุณค่าทางศาสนาและวิถีชีวิตของชุมชนมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทุกก้าวย่างของการพัฒนาวัดสะท้อนถึงความร่วมแรงร่วมใจของชาวบ้าน ความศรัทธาที่มีต่อพระพุทธศาสนา และความตั้งใจที่จะรักษาสถานที่แห่งนี้ไว้ให้เป็นที่พึ่งทางจิตใจของคนรุ่นหลัง วัดตรอกปลาไหลจึงเปรียบเสมือนแสงสว่างทางศรัทธาที่ส่องนำทางแก่พุทธศาสนิกชน และเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์สืบไป

